.

Hot Issue

Search this site

ลงทะเบียน



สถิติการเข้าชม


PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฏาคม 2011 เวลา 03:52 น.


อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ


        อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญและมีส่วนเชื่อมโยงกับธุรกิจการขนส่งทางน้ำและกิจการพาณิชยนาวี ตลอดจนเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอื่นอีกมากมาย เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อุตสาหกรรมเครื่องมือสื่อสาร อุปกรณ์เดินเรือ อุตสาหกรรมสีและเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล เครื่องยนต์เรือ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมไม้และเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น

         กรมเจ้าท่า ได้แบ่งประเภทเรือไทยตามลักษณะการใช้งานเป็น 23 ประเภท ได้แก่  เรือประมง เรือบรรทุกสินค้าตู้ เรือบรรทุกสินค้าทั่วไป บรรทุกน้ำมัน บรรทุกแก๊ส เรือขุด/ดูดแร่ เรือดูดทราย เรือโดยสาร เรือลากจูง เรือสำราญและกีฬา เรือยอร์ช เรือตรวจการณ์/นำร่อง เรือขุด/รักษาร่องน้ำ เรือสำรวจ เรือดับเพลิง เรือบรรทุกสินค้าห้องเย็น เรือบรรทุกแก๊ส-น้ำมัน เรือดัน-จูง เรือโดยสาร-สินค้า เรือลำเลียงแม่น้ำ เรือลำเลียงทะเล เรือโดยสาร-ประจำทาง เรือตอกเสาเข็ม/ปั้นจั่น และเรืออื่นๆ ซึ่งเรือไทยส่วนใหญ่มีขนาดไม่เกิน 50 ตันกรอส คิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของเรือที่จดทะเบียนทั้งหมด ดังตารางที่ 1


ตารางที่ 1 : จำนวนเรือทั้งหมดจำแนกตามการใช้และขนาดตันกรอส

ลำดับ

ประเภท

0.01 - 50

50.01 -200

200.01 -500

500.01 -1,000

1,000 ขึ้นไป

รวม (ลำ)

1

ประมง

20,974

4,744

279

19

8

26,024

2

บรรทุกสินค้าตู้

1

0

10

1

25

37

3

บรรทุกสินค้าทั่วไป

3,888

256

62

37

200

4,443

4

บรรทุกน้ำมัน

28

122

121

93

156

510

5

บรรทุกแก๊ส

0

0

0

37

43

80

6

ขุด/ดูดแร่

31

5

1

1

1

39

7

ดูดทราย

332

26

12

0

0

370

8

โดยสาร

12,456

485

86

19

17

13,063

9

ลากจูง

81

19

1

1

0

102

10

สำราญ และ กีฬา

4,093

20

2

0

0

4,115

11

เรือยอร์ช

829

15

0

0

0

844

12

ตรวจการณ์/นำร่อง

442

32

3

0

0

477

13

ขุด/รักษาร่องน้ำ

24

21

21

6

13

85

14

สำรวจ

28

13

7

1

3

52

15

ดับเพลิง

34

0

0

0

0

34

16

บรรทุกสินค้าห้องเย็น

921

244

79

0

24

1,268

17

บรรทุกแก๊ส-น้ำมัน

2

0

0

0

0

2

18

ดัน-จูง

1,234

288

70

1

0

1,593

19

โดยสาร-สินค้า

1,968

31

4

1

2

2,006

20

ลำเลียงแม่น้ำ

1,771

1,611

145

22

4

3,553

21

ลำเลียงทะเล

22

185

1,534

1,025

84

2,850

22

โดยสาร-ประจำทาง

24

0

0

0

0

24

23

ตอกเสาเข็ม/ปั้นจั่น

9

28

14

6

16

73

24

อื่นๆ

2,174

222

88

33

66

2,583

 

รวม

51,366

8,357

2,539

1,303

662

64,227

ที่มา : สำนักมาตรฐานทะเบียนเรือ กรมเจ้าท่า. ข้อมูล ณ วันที่ 27/5/2553


ความสำคัญของอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ

        ประเทศไทยพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก โดยร้อยละ 90 ของปริมาณการค้าระหว่างประเทศอาศัยการขนส่งทางน้ำ  เนื่องจากสามารถบรรทุกสินค้าได้ในปริมาณมาก และมีต้นทุนการขนส่งที่ราคาถูกกว่าการขนส่งด้านอื่น ๆ ดังนั้น อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือจึงเป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยสนับสนุนกิจการเดินเรือขนส่งและกิจการค้าระหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกยอมรับว่าอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือนั้น เป็นอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการป้องกันประเทศ (Defense Related Industry) เพราะจะให้การสนับสนุนประเทศด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในยามสงคราม

        อุตสาหกรรมที่สนับสนุนและเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือไทย ประกอบด้วยอุตสาหกรรมที่่เกี่ยวเนื่องทั้งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งมีความสำคัญต่อต้นทุนและคุณภาพในการผลิต การสนับสนุนการส่งเสริมและทิศทางของตลาดอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ

อุตสาหกรรมต้นน้ำ

        อุตสาหกรรมต้นน้ำเป็นอุตสาหกรรมที่ป้อนวัตถุดิบมี่ใช้ในการต่อเรือและซ่อมเรือ เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก สี/เคมีภัณฑ์ การหล่อโลหะ  เครื่องจักร  อุปกรณ์เดินเรือ  และเครื่องมือสื่อสาร อุตสาหกรรมต้นน้ำเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดต้นทุนและคุณภาพของการต่อเรือและซ่อมเรือ อู่ต่อเรือและซ่อมเรือของไทยมีขนาดเล็ก ทำให้ผู้ผลิตภายในประเทศไม่สามารถผลิตให้เนื่องจากไม่คุ้มทนจึงจำเป็นต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ ยกเว้นอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคที่ค่อนข้างจะเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็งและช่างไทยมีฝีมือด้านทำเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้าง

อุตสาหกรรมกลางน้ำ

        อุตสาหกรรมกลางน้ำมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนในด้านเงินทุนและทรัพยากรมนุษย์ ได้แก่ สถาบันการเงิน และสถาบันการศึกษา ปัจจุบัน สถาบันการเงินให้การสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือน้อยมาก เพราะขาดความเข้าใจในอุตสาหกรรมและมักมองว่าเป็นกิจการที่ความเสี่ยงสูงและคืนทุนยาก  อีกทั้งยังขาดบุคคลกรที่มีความชำนาญในทุกๆระดับของอุตสาหกรรม จากการขาดผู้สอนและผู้สนใจในอุตสาหกรรม จากทัศนคติการต่อเรือและซ่อมเรือเป็นงานที่หนักและได้รับค่าตอบแทนไม่คุ้มค่า

อุตสาหกรรมปลายน้ำ

        อุตสาหกรรมปลายน้ำเป็นอุตสาหกรรมซึ่งมีส่วนในการกำหนดทิศทางตลาด ได้แก่ การขนส่งทางทะเล การประมง การท่องเที่ยวทางน้ำ และการต่อเรือของหน่วยงานราชการ อุตสาหกรรมดังกล่าวถือเป็นผู้ใช้เรือและลูกค้าของอู่ต่อเรือ การเปลี่ยนแปลงในกลุ่มอุตสาหกรรมข้างต้นย่อมมีผลกระทบกับอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือด้วยเช่นกัน

 

ลักษณะงานในอุตสาหกรรมต่อเรือ

        งานในอุตสาหกรรมต่อเรือ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ งานต่อเรือใหม่และงานซ่อมเรือเก่า

       1. งานต่อเรือใหม่ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ได้แก่ การออกแบบและการคำนวณ การทดลองเรือจำลองในถังน้ำ การทดสอบจากโมเดลของเรือที่ได้จากสถาบันออกแบบที่เชื่อถือได้ การออกแบบโครงสร้างของเรือ การออกแบบส่วนประกอบของเรือ เพลาใบจักรเครื่องจักรและกลจักรเรือต่าง ๆ การออกแบบระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนระบบสื่อสาร ดาวเทียม และอื่น ๆ ตามความต้องการและวัตถุประสงค์การใช้งาน เมื่อทำการออกแบบและคำนวณพร้อมทั้งทดลองลากเรือในถังน้ำทดสอบจนได้ผลเป็นที่พอใจแล้ว จึงนำแบบดังกล่าวมาทำการออกแบบเพื่อการผลิตหรือต่อเรือต่อไป อู่เรือที่ไม่มีขีดความสามารถในการออกแบบและคำนวณ สามารถซื้อแบบจากบริษัทผู้ออกแบบอื่นหรืออู่เรืออื่นมาขยายหรือปรับปรุงแบบให้ตรงตามความต้องการของตน และต้องเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยความปลอดภัยทางทะเล(International Convention for Safety of Life at Sea, SOLAS)

        2.งานซ่อมเรือ ส่วนใหญ่จะเป็นงานซ่อมเครื่องจักร กลจักรเรือ ตัวเรือ และระบบต่าง ๆ ภายในเรือ งานซ่อมเรือมักจะติดต่อประสานงานกันล่วงหน้า (ยกเว้นกรณีซ่อมฉุกเฉิน) เพื่อกำหนดวันและเวลาที่นำเรือมาซ่อม รวมทั้งการกำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ เพื่อให้อู่เรือสามารถสั่งวัสดุและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นในการซ่อมเรือมาเตรียมพร้อมไว้ โดยปกติจะซ่อมบำรุงเรือหลังจากการตรวจสภาพเรือ ซึ่งทำเป็นประจำทุกๆ 2 – 3 ปี ตามหลักสากลหรือเมื่อทราบว่าเรือได้รับความเสียหาย หรือใช้งานต่อไปอาจจะไม่ปลอดภัย


ที่ตั้งและส่วนประกอบที่สำคัญของอู่เรือ

        โดยทั่วไปอู่เรือมักจะตั้งอยู่บริเวณริมแม่น้ำหรือบริเวณชายฝั่งทะเล และมีช่องทางเข้าถึงได้โดยทางเรือและทางบก เพื่อให้สะดวกต่อการขนส่งพัสดุ อุปกรณ์เครื่องมือ ในการต่อและซ่อมเรือ มีท่าเทียบเรือที่มีน้ำลึกพอสำหรับขนาดของเรือที่ต้องการต่อหรือเข้ารับการซ่อม เพื่อให้สามารถเทียบเรือได้โดยสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการนำเรือลงน้ำหรือขึ้นมาบนบก มีพื้นที่ปฏิบัติงานสำหรับต่อเรือหรือซ่อมเรือ และสำนักงานตามขนาดของกิจการ

        สิ่งอำนวยความสะดวกในการต่อเรือที่จำเป็นได้แก่

    1. ท่าเทียบเรือพร้อมปั้นจั่นหรือเครน
    2. อู่แห้ง หรือคานเรือ หรืออู่ลอย หรือระบบชานยกเรือขึ้นลงจากน้ำพร้อมชานเลื่อนอย่างใดอย่างหนึ่งหรือมากกว่า
    3. โรงงานเครื่องกลเพื่อการซ่อม การประกอบ การทดลอง และการติดตั้งเครื่องจักรกลต่าง ๆ
    4. โรงงานเพื่องานแผ่นเหล็กตัวเรือ
    5. โรงงานท่อและอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ ของเครื่องจักรกล
    6. โรงงานอุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟฟ้า
    7. โรงงานอิเล็กทรอนิกส์
    8. โรงงานเบ็ดเตล็ดสำหรับรับงานปลีกย่อยอื่น ๆ เช่น การขยายแบบด้วยมือ การทาสีการบุผ้า การทำเฟอร์นิเจอร์
    9. สำนักงานสำหรับฝ่ายออกแบบ เขียนแบบและควบคุมงาน
    10. สำนักงานสำหรับฝ่ายบริหารและงานธุรการอื่น ๆ เช่นเดียวกับโรงงานทั่ว ๆ ไป
    11. คลังเก็บพัสดุเพื่อการต่อเรือและการซ่อมเรือ
    12. สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น รถยก รถขน ถนนภายในอู่


อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือของไทยในปัจจุบัน

         ในปี 2549 มีจำนวนผู้ประกอบกิจการอู่ต่อเรือ ซ่อมเรือ และกิจการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศไทยทั้งสิ้น 306 ราย กระจายอยู่ตามลำน้ำที่สำคัญ ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง ตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน และช่องแคบมะละกา โดยสามารถแบ่งขีดความสามารถในการต่อเรือของอู่ต่อเรือไทยได้เป็น 3 กลุ่ม คือ อู่เรือขนาดเล็ก อู่เรือขนาดกลาง และอู่เรือขนาดใหญ่

          1. อู่เรือขนาดเล็ก มีขีดความสามารถในการต่อเรือและซ่อมเรือขนาดเล็กกว่า 500 ตันกรอส อู่เรือกลุ่มนี้ให้บริการต่อและซ่อมเรือไม้ เช่น เรือประมง

          2. อู่เรือขนาดกลาง มีขีดความสามารถในการต่อเรือและซ่อมเรือ   ขนาดตั้งแต่ 500 – 4,000 ตันกรอส เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการต่อและซ่อมเรือเหล็ก  เรืออลูมิเนียม และเรือไฟเบอร์กลาส ส่วนมากจะตั้งอยู่ใน เขตกรุงเทพและปริมณฑล

          3. อู่เรือขนาดใหญ่ มีขีดความสามารถในการต่อเรือและซ่อมเรือตั้งแต่ 4,000 ตันกรอส ขึ้นไป กลุ่มนี้มีที่ตั้งอยู่ทั้งในเขตกรุงเทพฯ สมุทรปราการ และชลบุรี เป็นกลุ่มที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงและสามารถประกอบกิจการด้านอื่นที่ไม่ใช่ต่อเรือและซ่อมเรือเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีเครื่องจักรและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ ที่พร้อมอยู่แล้ว เช่น งานด้านโครงสร้างเหล็ก สะพาน แท่นขุดเจาะและอื่น ๆ


         เรือที่ต่อโดยอู่เรือไทย สามารถแบ่งลักษณะออกได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

1. เรือเฉพาะกิจ เช่น เรือดันและเรือลากจูง เรือขุด เรือตรวจการณ์ เรือสำรวจ เรือวางทุ่น

    และเรือบริการแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเล

2. เรือขนาดเล็กที่ใช้ขนส่งทางน้ำภายในประเทศและการขนส่งชายฝั่ง เช่น เรือไลเตอร์ เรือลำเลียง

    และเรือบรรทุกสินค้าเทกอง

3. เรือโดยสารขนาดเล็กและเรือสำราญ

4. เรือประมง ส่วนใหญ่เป็นเรือประมงชายฝั่ง


มูลค่าของอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ

        รายได้จากอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือในแต่ละปีมีมูลค่ามหาศาล ทั้งจากการต่อเรือ ซ่อมบำรุงเรือ การผลิตวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ต้องใช้ภายในเรือ ตลอดจนอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือที่มีศักยภาพและประสิทธิภาพจะช่วยลดการสูญเงินตราออกนอกประเทศ จากการสั่งซื้อหรือนำเข้าเรือหรือต้องส่งเรือไปซ่อมทำในต่างประเทศ  ในทางกลับกันจะช่วยเพิ่มรายได้ของประเทศจากการต่อเรือที่รับคำสั่งต่อเรือจากต่างประเทศด้วย อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือจะช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้กิจกรรมการค้าและการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ นับเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่นขันของประเทศในตลาดโลกอีกด้วย

        ปริมาณการต่อเรือมีจำนวนค่อนข้างต่ำแต่ก็การเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆตามลำดับโดยเฉพาะเรือไทยจากจำนวน 11 ลำในปี พ.ศ. 2546 เป็น 38 ลำในปี พ.ศ.2549 ส่วนเรือต่างชาติมีปริมาณค่อนข้างคงที่ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 เท่า ในช่วงปี 2547-2548 ส่วนมูลค่ารวมมีค่อนข้างสูง และเพิ่มขึ้นจากประมาณ 605 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2546 เป็นประมาณ 3,800 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2549 โดยมีมูลค่าจากการต่อเรือไทยมากกว่าเรือต่างชาติ ดังรายละเอียดในตารางที่ 2


ตารางที่ 2 ปริมาณการต่อเรือและรายได้จากการต่อเรือปี 2546 - 2549

ประเภท

ข้อมูล

2546

2547

2548

2549

เรือไทย

จำนวน (ลำ)

11

14

27

38

 

รายได้ (ล้านบาท)

237.25

643.68

1,235.27

2,123.39

เรือต่างชาติ

จำนวน (ลำ)

9

8

4

8

 

รายได้ (ล้านบาท)

367.35

315.30

446.43

1,687.82

รวมจำนวน (ลำ)

20

22

31

46

รวมรายได้ (ล้านบาท)

604.60

958.98

1,681.70

3,811.21

ที่มา  รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการผลักดันอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือแบบครบวงจร. 2550.


          ปริมาณการซ่อมเรือมีจำนวนค่อนค้างคงที่เมื่อเทียบกับการต่อเรือ เพิ่มขึ้นจากจำนวน 284 ลำในปี พ.ศ. 2546 เป็น 336 ลำในปี พ.ศ.2547 และลดลงตามลำดับจากปี พ.ศ.2547 ถึง ปีพ.ศ.2549 (ตารางที่2) ส่วนเรือต่างชาติมีปริมาณค่อนข้างคงที่ โดยเพิ่มเล็กน้อย ในช่วงปี 2546-2548 ส่วนมูลค่ารวมมีค่อนข้างสูง และเพิ่มขึ้นไม่มากเท่ามูลค่าจากการต่อเรือ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากประมาณ 1,157 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2546 เป็นประมาณ 2,013 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2549 โดยมีมูลค่าจากการซ่อมเรือไทยน้อยกว่าเรือต่างชาติ ดังรายละเอียดในตารางที่ 3


ตารางที่ 3 ปริมาณการซ่อมเรือและรายได้จากการซ่อมเรือ ปี 2546 – 2549

ประเภท

ข้อมูล

2546

2547

2548

2549

ไม่ระบุ

จำนวน (ลำ)

1

2

 

 

 

รายได้ (ล้านบาท)

 

15.00

 

 

เรือไทย

จำนวน (ลำ)

284

336

289

247

 

รายได้ (ล้านบาท)

549.84

722.66

760.13

606.92

เรือต่างชาติ

จำนวน (ลำ)

127

156

172

161

 

รายได้ (ล้านบาท)

607.64

1,053.05

1,449.69

1,406.71

รวมจำนวน (ลำ)

412

494

461

408

รวมรายได้ (บาท)

1,157.48

1,790.71

2,209.82

2,013.63

ที่มา  รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการผลักดันอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือแบบครบวงจร. 2550.


แนวโน้มของอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือของไทย

         อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตามความต้องการใช้เรือในการขนส่งทางน้ำ การประมง และการท่องเที่ยวทางน้ำ ในปัจจุบันอู่เรือไทยมีขีดความสามารถในการซ่อมเรือได้ถึงขนาด 140,000 ตันกรอส (อู่เรือยูนิไทย) และได้เปรียบในเรื่องราคาซ่อมและคุณภาพ แต่ควรปรับปรุงเรื่องเวลา เพราะอู่เรือต่างประเทศทำได้ดีกว่า ตลาดต่อเรือสินค้าหรือเรือพาณิชย์ ถือเป็นตลาดต่อเรือที่มีศักยภาพสูง เพราะเป็นกองเรือที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับการค้าทางทะเลโดยตรง

         ตลาดเรือพาณิชย์ จากการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าทางทะเลของภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ส่งผลให้กองเรือพาณิชย์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ตลาดเรือสินค้าที่มีศักยภาพของอู่เรือไทย คือ เรือสินค้าที่มีขนาดไม่เกิน 20,000 เดดเวทตัน เพราะเป็นเรือที่มีขนาดใกล้เคียงกับขีดความสามารถของอู่ต่อเรือไทย และเหมาะสมกับทำเลและการรองรับการต่อเรือของประเทศไทย

         ตลาดเรือประมง กองเรือประมงไทยโดยรวมมีอัตราขยายตัวต่ำมาก เนื่องจากการลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยและมหาสมุทรอินเดีย ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นกระทบต้นทุนการประมง การออกมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือประมงและการทำประมงเพื่ออนุรักษ์สัตว์น้ำของกรมประมง ทำให้เรือประมงไทยซึ่งทำประมงชายฝั่งต้องงดทำการประมงไป แต่การซ่อมเรือประมงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะดัดแปลงเรือประมงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับสัตว์น้ำ หรือดัดแปลงเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อื่น ๆ เช่นรองรับการท่องเที่ยวทางน้ำ ส่วนเรือประมงต่างชาติมักจะไม่มาซ่อมเรือในประเทศไทย

         เรือเฉพาะทาง ตลาดต่อเรือเฉพาะทางของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของเรือประเภทนี้ในตลาดโลก โดยขนาดเรือเฉพาะทางในตลาดโลกที่ต้องการมากที่สุดคือ ขนาดต่ำกว่า 1,000 ตันกรอส (ยกเว้นเรือ Ferries) ซึ่งอู่ต่อเรือเฉพาะทางของไทยสามารถต่อเรือได้ในขนาดใกล้เคียงกัน ถือเป็นโอกาสดีที่อู่เรือไทยจะได้พัฒนาฝีมือในตลาดโลก


         อุตสาหกรรมต่อเรือ นอกจากจะเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและคืนกำไรยากแล้ว ยังมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมากหลายระดับ รวมทั้งต้องอาศัยเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านวิศวกรรมชั้นสูงจากหลายสาขา จึงจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้การส่งเสริมอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง และครบวงจร ดังเช่นที่นานาประเทศที่อุตสาหกรรมต่อเรือเจริญรุดหน้าอย่างรวดเร็วและมั่นคงได้ให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือของตนเอง




    ตันกรอส (Gross Tonnage : gt)  

คือ จำนวนตันรวมของเรือหรือเรือลำเลียง คำนวณตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าด้วยการวัดขนาดของเรือ ค.ศ. 1969


    เดดเวทตัน (Deadweight Tonnage : dwt)

คือ น้ำหนักที่เรือสามารถใช้ในการบรรทุกทุกสิ่งรวมทั้งน้ำหนักสินค้า น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำจืด เป็นต้น ที่เรือจะรับได้โดยปลอดภัย มีหน่วยเป็นเมตริกตัน



ที่มา : 

    สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. 2550. รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการผลักดันอุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือแบบครบวงจร. สืบค้นจาก http://www.oie.go.th/other.asp (5 ก.ค.54)

    สมาคมต่อเรือและซ่อมเรือไทย. สืบค้นที่ http://www.tsba.or.th/page8.html (5 ก.ค.54)

 

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฏาคม 2011 เวลา 07:40 น.
 
bottom

top

Latest News

Popular


bottom