.

Hot Issue

Search this site

ลงทะเบียน



สถิติการเข้าชม


PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 02 สิงหาคม 2013 เวลา 00:00 น.

ข้อสรุปแนวทางการจัดการปัญหาน้ำมันรั่วในทะเล


เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ร่วมกับ ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  สมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย  มูลนิธิอาจารย์ ดร. สุรพล สุดารา  สถาบันธรรมรัฐ  พร้อมผู้แทนจากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)  คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง  องค์กรอิสระ Green Peace และ ผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์  ได้จัดประชุมกลุ่มย่อยเพื่อหาข้อสรุปสำหรับแนวทางการจัดการปัญหาน้ำมันรั่วในทะเล ณ ห้องประชุมสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย มีข้อสรุปจากการประชุม ดังนี้


1. การให้ข้อมูลแก่สังคม

ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำ เนื่องจาก พ.ศ. 2547 ได้มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน" หรือ กปน. ขึ้น แต่จากเหตุการณ์น้ำมันรั่วในครั้งนี้ กปน. ไม่ได้มีบทบาทในการชี้แจงหรือให้ข้อมูลแก่สังคม ทำให้มีการให้ข้อมูลจากหลายแหล่งข่าว และบางครั้งข้อมูลไม่ตรงกัน ทั้งนี้ในกรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ควรมีผู้รับผิดชอบให้ข่าวเพียงแหล่งเดียว (น่าจะเป็น กปน.)

ข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะควรมีความโปร่งใส ให้รายละเอียดที่ถูกต้อง ในระยะแรก ไม่ทราบว่าน้ำมันรั่วปริมาณเท่าไร น้ำมันมาจากแหล่งไหน (มีผลต่อคุณสมบัติของน้ำมันและองค์ประกอบส่วนที่จะสะสมในระบบนิเวศทางทะเล) หรือสารเคมีที่ใช้ทำให้คราบน้ำมันแตกตัวชื่ออะไร ใช้ในปริมาณเท่าไร คุณสมบัติของสารเคมีเป็นอย่างไร ตกค้างในสิ่งแวดล้อมหรือไม่ มีความเป็นพิษมากน้อยแค่ไหน ฯลฯ นอกจากนี้ ควรมีการแจ้งแนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาให้สังคมรับรู้ ซึ่ง กปน. น่าจะมี protocol มาตรฐานอยู่แล้ว เช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วจะแก้ไขอย่างไร ภายในเวลาเท่าไร มีวิธีการติดตามการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมันอย่างไร  แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ ขาดการชี้แจงให้สังคมและผู้ได้รับผลกระทบทราบถึงลำดับการแก้ไขปัญหาและขั้นตอนต่างๆ และข้อมูลทั้งหมดต้องเปิดเผยให้ประชาชนเข้าถึงได้

2. การประเมินความเสียหาย

การประเมินความเสียหายสำหรับภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยจากบริษัท ในอดีตที่ผ่านมาพบว่า ขาดข้อมูลจริงสำหรับประเมินความเสียหาย เนื่องจากขาดการจดบันทึกข้อมูลและ/การหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลที่แท้จริง เช่น ในกรณีของการประมง ชาวประมงจำนวนมากไม่มีบันทึกผลผลิตที่จับได้ หรือกิจการท่องเที่ยวไม่ให้ข้อมูลจริงเพื่อเลี่ยงปัญหาเรื่องภาษี ฯลฯ ซึ่งทำให้การประเมินความเสียหายลำบากและผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับค่าชดเชยต่ำกว่าความเป็นจริง

3. การตรวจติดตามและการประเมินผลกระทบ

การประเมินสถานการณ์และการติดตามน้ำมันรั่วควรกระทำโดยใช้วิธีการและเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่การดูด้วยสายตา เพราะองค์ประกอบของน้ำมันดิบบางส่วนอาจละลายน้ำและบางครั้งคราบน้ำมันที่เป็นฟิล์มบางจะสังเกตได้ยาก

ในระยะต้น ควรมีการติดตามการแพร่กระจายของน้ำมันดิบ (ในรูปของไฮโดรคาร์บอน) และการปนเปื้อนของสารเคมีที่ใช้กำจัดคราบน้ำมันในองค์ประกอบต่างๆ ของระบบนิเวศทางทะเล คือ ในน้ำทะเล ในดินตะกอน และในสิ่งมีชีวิต เป็นระยะเวลาหนึ่งขึ้นอยู่กับความทนทานต่อการย่อยสลายตามธรรมชาติของสารเคมีเหล่านั้น

ในระยะกลางและระยะยาว ควรมีการศึกษาผลกระทบของน้ำมันดิบและสารเคมีที่กำจัดคราบน้ำมันต่อพืชและสัตว์ทะเลของไทย เพื่อให้ทราบถึงการสะสมของสารเคมีในสัตว์ทะเลที่เป็นอาหาร และผลของสารเคมีต่อความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศทางทะเล

4. การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและระบบนิเวศ

ควรมีมาตรการและแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบ เช่น การปิดอ่าว หรือ ยกเลิกการใช้พื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เพื่อให้ระบบนิเวศฟื้นตัว แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้อาจจะได้รับผลกระทบจากการฟื้นฟูระบบนิเวศด้วย

ควรสนับสนุนการศึกษาวิจัยเพื่อตรวจติดตามและประเมินการฟื้นสภาพของระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้วิธีการและดัชนีที่เป็นมาตรฐานสากล



แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 09 สิงหาคม 2013 เวลา 05:52 น.
 
bottom

top

Latest News

Popular


bottom